อากาศเปลี่ยนแปลงแบบนี้ เดี๋ยวฝนตก กลางคืนหนาว กลางวันร้อน อากาศเปลี่ยนไปมา เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่โรคใกล้ตัวเราท่านๆ เป็นกันมาตั้งแต่เด็กจนโตป่านนี้ได้เลี่ยงไม่ได้สักที โรคที่ว่านั้นคือโรคหวัดนั่นเอง แต่เอ๊ะ! โรคหวัดเราก็รู้จักกันดี และรู้วิธีการดูแลอยู่แล้วนี่น่า แล้วทำมาพูดกันอีก เรามาดูกันนะคะวันนี้ มีหลายๆ อย่างที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคหวัด วันนี้เราลองมาดูนะค่ะ.ว่ามีอะไรบ้างที่เราเข้าใจกันผิดๆ มาตลอด แล้วมันจริงเท็จแค่ไหนลองมาดูกันค่ะ

  1. อากาศเย็นๆ ทำให้เป็นหวัดได้ง่าย
    • ใช่ โดยเฉพาะเวลาอากาศเย็นนะค่ะหลายคนชอบมากไม่ใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นทำให้ปลายมือและเท้าเย็น และเนื่องจากความเย็นนี่เองจึงทำให้เลือดที่ไหลเวียนทางเดินหายใจช้าลง อุณหภูมิที่คอหอยก็ลดต่ำลงอีกด้วย จึงส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในเยื่อบุเมือกหดตัว ทำให้เซลล์ต้านโรคเข้าไปจัดการกับเชื้อโรคได้ไม่ทันการไวรัสจึงเข้าไปในลำคอได้และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ความเย็นก็มีข้อดีนะค่ะ หากเราใช้ความเย็นสลับกับความร้อน (เช่นการอาบน้ำ) ก็จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี จึงมีส่วนช่วยให้เซลล์คุ้มกันขัดขวางไวรัส และนักวิชาการสังเกตว่า การอบซาวน่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาวและช่วยกระตุ้นที-เซลล์ให้ขยันทำงานต้านเชื้อโรคด้วยค่ะ
  2. ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรง
    • จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียพบว่า การสั่งน้ำมูกจะทำให้โพรงอากาศรอบจมูกหรือไซนัสเกิดการอักเสบติดเชื้อ โดยเฉพาะการสั่งน้ำมูกแรงๆ ทั้งสองข้างพร้อมกัน ดังนั้นวิธีการก็คือจึงควรสั่งน้ำมูกทีละข้างเบาๆ โดยการปิดจมูกอีกข้างหนึ่งไว้ขณะสั่งน้ำมูกค่ะ
  3. เจ็บคอ…ควรกลั้วคอมากกว่าดื่มชาสมุนไพร
    • ณ เวลานี้ยังไม่มีนักวิชาการศึกษาอย่างจริงจังว่าสมุนไพรชนิดใดช่วยรักษาได้.แต่ทั้งสองวิธีก็มีส่วนช่วยบรรเทาเจ็คอได้ โดยกลั้วคอด้วยน้ำเกลือหรือน้ำดอกเก๊กฮวยอุ่นๆ เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่คอที่อักเสบ นอกจากจะเป็นการล้างเสมหะแล้วยังสามารถช่วยล้างเชื้อโรคออกจากร่างกายได้ด้วยค่ะ แต่ว่าคอหอยที่อยู่ลึกลงไปหละจะทำอย่างไรดี วิธีง่ายๆ นะคะ ดื่มสมุนไพร เช่น ยี่หร่า, Anise, Sage หรือหากต้องการแค่ความอุ่นร้อน ลูกอมสมุนไพรก็สามารถช่วยได้เช่นกันค่ะ เพื่อช่วยในการกระตุ้นน้ำลาย ซึ่งมีเอนไซม์ เช่น Lysozyme ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้และสาร Flurbiprofen จะช่วยยับยั้งการอักเสบเมื่อรู้เจ็บคอขณะกลืนน้ำลาย ดังนั้น เราควรที่จะอมลูกอมสมุนไพรกระตุ้นน้ำลายทันทีเมื่อเริ่มมีอาการเพื่อซ่อมแซม เยื่อบุเมือกและป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และที่สำคัญควรหาผ้าพันคอไว้ค่ะ
  4. มีไข้ต้องไล่ด้วยเหงื่อ
    • การเป็นไข้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการที่ร่างกายของเรามีอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็เพื่อฆ่าเชื้อไวรัส และการมีเหงื่อออกตั้งแต่เริ่มเป็นหรือมีไข้ ก็อาจช่วยหยุดการติดเชื้อหวัดในชั่วข้ามคืน หากต้องการให้เหงื่อออก ให้หาชาสมุนไพรอุ่นร้อน เพื่อขับเหงื่อวันละ 3 ครั้ง และการนอนหลับพักผ่อนก็จะช่วยให้ระบบภูมคุ้มกันแข็งแรง แต่ถ้ามีไข้มากกว่า 39 องศาเซลเซียสเกิน 2 วันควรไปพบแพทย์ได้แล้วค่ะ
  5. ช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงถ้ารักษาช้า
    • ไม่จริง ควรรีบรักษาทันทีเมื่อรู้สึกคันคอ แต่คนไข้ส่วนใหญ่มักเริ่มรักษาช้าเกินไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราต้องหยุดเชื้อไวรัสไม่ให้เพิ่มปริมาณมากขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ หากร่างกายยังมีแรงทำงานซ่อมแซมตัวเอง การแกปัญหาอย่างเร่งด้วยเมื่อเป็นหวัดคือ ให้กินวิตามินซีขนาด 1-2 กรัม สังกะสี 60 มล. และ ซีลีเนียม 200 ไมโครกรัม เป็นเวลา 2-4 วัน
  6. คนมีความสุข ไม่ค่อยไอ
    • ถูกต้อง เพราะความหวาดกลัวหรือความรู้สึกยินดีมีผลต่อกระบวนการชีวเคมีของมนุษย์ และมีผลกับจำนวนเซลล์นักฆ่าและแอนดี้บอดี้ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่อระบบภูมคุ้มกันชาวเยอรมันกล่าวว่า ความเศร้าโศกเสียใจ ท้อแท้ หรือความเครียดเรื้อรังจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Pittsburgh ในประเทศเยอรมนีพบว่า ความเครียดที่เกิดปัญหาครอบครัวหรือตกงานเป็นสาเหตุที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหวัดมากที่สุด และยังทำให้กลไกของร่างกายทำงานผิดปกติด้วย
  7. ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
    • ไม่จริง คนอายุน้อยและมีสุขภาพแข็งแรงดีก็สามารถประหยัดเงินได้ แต่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรได้รับการฉีดวัคซีนของกันโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอ็นซ่า หรือผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวานหรือโรคหัวใจ และหลอดเลือดก็ควรฉีดวัคซีน และควรฉีดทุกปี เพราะเชื้อไว้รัสตัวนี้มีการเปลี่ยนแปลง
  8. เป็นหวัด…แพร่เชื้อได้จนถึงวันสุดท้าย
    • ใช่แล้ว สาเหตุของโรคหวัดส่วนใหญ่มาจากเชื้อไว้รัส Rhino ซึ่งจะเข้ามาบริเวณทางเดินหายใจและใช้เวลาสองสัปดาห์หลังจากเริ่มติดเชื้อ และแสดงอาการให้เห็นที่เยื่อบุจมูกและก่อนที่จะสังเกตได้ว่าเป็นหวัดแสดงอาการสามารถแพร่เชื้อได้มากที่สุด
  9. สเปรย์พ่นจมูก..อันตราย
    • ความจริง ก็คือยาหยอดจมูกหรือสเปรย์ที่มีสาร Xylometazolin และ Oxymetozoline สามารถใช้ได้ เพราะจะช่วยลดอาการคัดจมูก ทั้งนี้ การสูดอากาศหายใจเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นโพรอากาศรอบจมูกและหูชั้นกลางจะอักเสบ ที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้ยาเกินหนึ่งสัปดาห์ เหตุที่ยาพ่นจมูกมีชื่อเสียงไม่ดีเนื่องมาจาก หากใช้เป็นเวลานานเกินไปก็จะทำลายเยื่อบุจมูก ทำให้คัดจมูกเรื้อรังอีกทางเลือกหนึ่งที่อ่อนโยนก็คือ การใช้สเปรย์น้ำเกลือ ซึ่งจะช่วยให้เยื่อบุจมูกชุ่มชื้น และช่วยช่อมแซมจมูก หรือใช้สเปรย์พ่นจมูกที่มีสาร Dupjorbia
  10. เราสามารถหนีไวรัสหวัดได้
    • ใช่ หากเราพยายาม เราก็จะสามารถหลีกหนีไวรัสหวัดได้การลดการติดเชื้อก็คือ หากอยู่ในที่แออัด เช่น ในรถเมลล์ โรงภาพยนค์ โรงพยาบาล หรือคลินิกไม่ควรอย่างยิ่งหายใจทางปาก แต่ให้หายใจทางจมูก เพราะขนจมูกจะดักจับเชื้อไวรัส นอกจากนี้เชื้อหวัดอาจติดอยู่ตามลูกบิดประตู โทรศัพท์ ฯลฯ แม้กระทั่งเครื่องถ่ายเอกสารในสำนักงานก็ตาม ซึ่งมีเชื้อไวรัสที่เรามองไม่เห็นเกาะยอุ่ เนื่องจากเชื้อไวรัสหวัดสามารถมีชีวิตอยุ่ได้นานหลายชั่วโมง หากมีไวรัสหวัดแค่ 10-20 ตัวก็เพียงพอที่จะทำให้ติดเชื้อได้ค่ะ ข้อแนะนำคือ ควรล้างมือวันละหลายๆ ครั้ง หรือใช้เจลล้างมือฆ่าเชื้อโรคค่ะ
  11. เป็นโรคหวัดห้ามออกกำลังกาย
    • ไม่จริง หากไอหรือมีน้ำมูกไม่มากก็ออกกำลังกายโดยไม่หักโหมได้ แต่หลังออกกำลังกายต้องอาบน้ำอุ่นเพราะจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายทำการรักษาตนเอง แต่ถ้ารู้สึกป่วยมาก ต่อมน้ำเหลืองบวมหรือมีไข้ก็ไม่ควรออกกำลังกาย แต่หากเริ่มเป็นหวัด ก็ให้ออกกำลังกายช้าๆ ใช้ความเร็วแค่ครึ่งหนึ่งจากที่เคยออกก็พอแล้วค่ะ
  12. ซุปไก่…ช่วยต้านหวัด
    • ซุปไก่เป็นยาพื้นบ้าน (ควรเป็นไก่ที่ปลอดสารเร่งให้โตนะคะ)โบราณของชาวเยอรมัน เนื่องจากไก่มีสารหลากหลายชนิด เช่น สังกะสี ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนมากขึ้น หรือโปรตีน Cysteine จากไก่จะช่วยยับยั้งการอักเสบ ส่วนพริกหรือขิงก็มีประสิทธิภาพในการช่วยรักษาได้ด้วยค่ะ
  13. หายหวัดแล้ว ก็จะไม่ติดหวัดอีก
    • ไม่จริง  หากหายจากโรคหวัด ก็สามารถเป็นหวัดได้อีก เพราะหวัดมีไวรัสมากกว่า 200 ชนิด ที่มีส่วนทำให้เราเป็นหวัดได้ ดังนั้นในทางทฤษฎี เป็นหวัดแล้วก็สามารถติดเชื้อหวัดได้อีก แต่สิ่งที่จะช่วยป้องกันเราจากการติดเชื้อหวัดซ้ำๆซากๆ ก็คือ การมีภูมิคุ้มกันนร่างกายที่แข็งแรงค่ะ
    • คุณเป็นหวัดเรื้อรังหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นหวัดคัดจมูกมากกกว่าหนึ่งสัปดาห์ แล้วไม่หายสักที ก็อาจจะเกิดจากไซนัสอักเสบ แบบทดสอบนี้จะบอกว่าคุณเป็นไซนัสอักเสบหรือไม่ โดยตอบว่าใช่หรือไม่ใช่
    1. น้ำมูกมีสีเหลือง
    2. คุณปวดศรีษะอยู่
    3. คุณปวดต้นคอหรือปวดพันบ่อย
    4. เวลาคุณก้ม จะรู้สึกมีแรงดันที่ตาหรือแก้ม
    5. คุณมักมีอาการปวดเวลากลางวัน
    6. คุณเหนื่อยหรือไม่มีแรงเรื้อรัง
    7. ไม่ค่อยรู้รสอาหาร
ถ้าคุณตอบว่า ใช่ มากข้อเท่าไหร่ ก็แสดงว่าคุณมีอาการอักเสบที่โพร่งจมูก หากมีน้ำมูกข้นๆ ก็อาจช่วยได้ด้วยการใช้น้ำเกลือล้างจมูกร่วมกับการดื่มน้ำ หรือน้ำชาวันละ 2 ลิตรหากไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์ค่ะ